วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เรื่องราวและความเคลื่อนไหวภายในสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเป็นเรื่องที่อาจจะกล่าวได้ว่าเร้นลับค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่องค์กรสื่อสารมวลชนแห่งนี้มีปัญหาภายในมากมาย อาทิ ปัญหาการบริหารงานภายใน ปัญหาการสรรหาและสอบคัดเลือกบุคลากร ปัญหาการใช้เงินงบประมาณไม่ถูกต้องตามหลักความโปร่งใส และปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวก รวมถึงปัญหาการตั้งกรรมการสอบบุคคลภายในองค์กรที่ถูกระบุว่ากระทำความผิด แต่สุดท้ายผลการสอบสวนก็ถูกเก็บเงียบ ไม่มีการเปิดเผยต่อประชาคมภายในองค์กร จึงทำให้เกิดคำครหากันมากมายว่าองค์กรสื่อฯแห่งนี้น่าจะมีปัญหาด้านธรรมาภิบาล
ข้อเท็จจริงที่สาธารณชนต้องตระหนักตลอดเวลาคือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสใช้เงินในการดำเนินกิจการจากภาษีบาป หรือหากจะเรียกให้ไพเราะมากขึ้นก็คือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ปีละ2 พันล้านบาท มีการตั้งคำถามหลายต่อหลายครั้งจากสาธารณชนว่า เงินจำนวนนี้ถูกใช้จ่ายด้วยความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้จริงหรือ
ฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสอ้างว่าองค์กรมีความโปร่งใส มีการประเมินผลงานเป็นประจำทุกปีโดยมีคณะกรรมการประเมินซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทำหน้าที่นี้ นอกจากนั้น ไทยพีบีเอสยังต้องทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเพื่อชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยในรายงานดังกล่าวประกอบด้วยข้อมูลด้านการเงินและการใช้จ่ายงบประมาณ ส่วนกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กรต้องรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี และตอบข้อซักถามต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทุกปี และยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณและการบริหารทรัพย์สินของไทยพีบีเอสทุกปี ขณะเดียวกัน ไทยพีบีเอสยังถูกกำกับและดูแลโดยภาคประชาชน ผ่านสมาชิกสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ จำนวน 50 คน
แต่ข้ออ้างก็คือข้ออ้าง ส่วนความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง แต่สำหรับคนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงของไทยพีบีเอส
ต่างประจักษ์ดีว่าข้ออ้างกับความจริงเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ และรู้ดีด้วยว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อท้วงติงเรื่องการใช้เงินของไทยพีบีเอสอย่างไรบ้าง และรู้มากไปกว่านั้นด้วยว่า ไทยพีบีเอสทำตามข้อท้วงติงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่
สาธารณชนที่ติดตามเรื่องราวของไทยพีบีเอสมักจะตั้งคำถามถึงความโยงใยกันอย่างน่าเคลือบแคลงระหว่างผู้บริหารสถานีโทรทัศน์แห่งนี้กับผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แล้วจนกระทั่งบัดนี้ข้อสงสัยต่างๆ ก็ดูเสมือนจะได้รับการยืนยันเรียบร้อยแล้ว หลังจากมีกลุ่มคนในระดับผู้บริหารของสสส.จำนวนหนึ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของไทยพีบีเอส
ครั้นเมื่อยิ่งพินิจพิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวบุคคลที่กินตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของไทยพีบีเอสจำนวนหนึ่งก็จะยิ่งพบว่ามีความโยงใยกับผู้ที่มีความสัมพันธ์กับสสส.ในระดับต่างๆ เด่นชัดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้คือ กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการคนปัจจุบันขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือที่รู้จักกันในนามไทยพีบีเอส ซึ่งเคยรับตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2553แต่ภายหลังเมื่อกฤษดาดูเสมือนว่าประสบปัญหาการทำงานในสสส. ก็จึงลาออกจากสสส. แล้วจากนั้นไม่นานก็เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของไทยพีบีเอส
ส่วนอีกรายคือ วิลาสินี พิพิธกุล อดุลยานนท์ อดีตอาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปอยู่ที่สสส. ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม ซึ่งล่าสุดรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการส.ส.ท.
ในเมื่อไทยพีบีเอสยุคปัจจุบันมีผู้บริหารระดับสูงที่สังคมพยายามจะยอมรับว่าเป็นคนมือสะอาด ก็ทำให้สังคมเกิดความคาดหวังว่าผู้บริหารไทยพีบีเอสจะต้องพยายามกวาดล้างและทำความสะอาดไทยพีบีเอสอย่างจริงๆ จังๆ เพื่อให้การใช้เงิน
ปีละ 2 พันล้าน ขององค์กรมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถให้ผลผลิตที่มีประสิทธิผลสูงสุดต่อสังคมไทย
ผู้เขียนพยายามจะมั่นใจและเชื่อใจว่าผู้บริหารยุคใหม่ของไทยพีบีเอสที่เข้าทำหน้าที่ได้ประมาณ 6 เดือน จะสามารถยกระดับความมีคุณธรรมขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ในเร็ววัน และหวังว่าจะเข้าไปชำระล้างความสกปรกต่างๆ ที่ฝังตัวอยู่ภายในไทยพีบีเอสให้หมดสิ้นไป รวมถึงลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่ต้องไว้หน้าใคร หรือต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น
ประเด็นที่ผู้เขียนและสาธารณชนปรารถนาจะเห็นว่าผู้บริหารชุดใหม่ที่ทำงานมาได้ประมาณครึ่งปีจะเร่งทำความจริงให้ปรากฏคือ
1. เรื่องการเบิกเงินค่ายานพาหนะที่ไม่น่าจะถูกต้องของฝ่ายบริหารรายละ 27,000 บาทต่อเดือน (เรื่องนี้ได้นำเสนอไปแล้วในคอลัมน์นี้ และทราบว่ามีผู้บริหารบางรายยอมคืนเงินดังกล่าวให้กับไทยพีบีเอสบ้างแล้ว แต่ก็มีอีกหลายคนยังไม่ยอมคืน)
2. เรื่องการสอบคัดเลือกฝ่ายบริหารระดับสูงขององค์กรที่ถูกระบุชัดว่าไม่โปร่งใสจนต้องมีการยกเลิกการสอบแล้ว แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าจะมีการลงโทษผู้กระทำผิดแต่ประการใด
3. เรื่องการตั้งกรรมการสอบความผิดของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสระดับผู้อำนวยการสำนักอย่างน้อยสองราย ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อประชาคมและต่อสาธารณชน
4. เรื่องตอบโจทย์ตอนสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเด็นนี้ไทยพีบีเอสยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อสังคม ทั้งๆ ที่เรื่องนี้อนุกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ได้มีมติไปแล้วด้วยเสียงข้างมากว่าต้องเยียวยาต่อสังคม (คดีนี้อยู่ที่สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว)
5. เรื่องการเบิกจ่ายเงินค่าเครื่องบินไปสหรัฐอเมริกาของกรรมการบางรายที่ใช้จ่ายโดยไม่ถูกต้อง
6. เรื่องที่ไม่สามารถปิดบัญชีเพื่อสรุปการใช้จ่ายของสภาผู้ชม (เรื่องนี้ค้างคามาเป็นเวลาอย่างน้อย3-4 ปีแล้ว)
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บริหารสูงสุดของไทยพีบีเอสจะเร่งทำความกระจ่างในปัญหาต่างๆ นานาที่ค้างคามายาวนานภายในองค์กรให้หมดสิ้นโดยเร็ว และหวังเช่นกันว่าผู้บริหารระดับสูงของไทยพีบีเอสจะกล้าหาญทางจริยธรรมในการพิจารณาลงโทษผู้กระทำผิดโดยเน้นหลักธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง
ผู้เขียนเชื่อว่า คนไทยทุกคนยินดีให้กำลังใจกับผู้บริหารไทยพีบีเอสทุกคนทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และดีงาม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชน
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

มท.2 บุกจับ โรงแรมนอมินีจีน เจอเจ้าของโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้ จนท.รัฐแล้ว สั่งสาวถึงตัว
อนุทิน พลิ้ว จ๊อกกิ้งหนีสื่อ หลังถูกถามโพสต์ หัวชนกำแพง สื่อถึงใคร ตอบสั้น วันนี้ออกกำลังกาย
นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตั้งเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี
หญิง กัญญา โพสต์อาลัยซึ้งถึง เต้ ดราก้อนไฟว์ ย้อนมิตรภาพยาวนาน 22 ปี
คลิปมัจจุราชลอยฟ้า! ราวเหล็กพร้อมผ้าร่วงจากตึกสูงใส่มอไซค์-ลุงซ้อนท้าย ทำเสียหลักพุ่งชนรถยนต์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี