วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569
เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2566 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (บอร์ด กกพ.) สรุปค่าไฟฟ้างวดที่ 2 ปี 2566 ปรับขึ้น 0.98 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมค่าไฟฐาน (หรือ ค่าเอฟที Ft ในนิยามเหมารวมตามที่หลายๆ คนรู้จัก) ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บอยู่ที่ 4.75 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันทั้งครัวเรือนและอุตสาหกรรม
จึงทำให้ผู้ที่ใช้ไฟบ้านสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันพื้นฐาน จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในประกอบธุรกิจและมีรายได้ ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนนี้ที่มีอากาศร้อนขึ้นมาก ทำให้ประชาชนต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น จากการใช้พัดลมและเครื่องปรับอากาศ
ค่าไฟฐานหรือค่าเอฟที Ft [เดิมมาจากคำว่า Float Time ภายหลังเปลี่ยนเป็น Fuel Adjustment Charge (at the given time)] ค่าเอฟทีมีผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อนทุกครั้ง
ค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายกันอยู่ (ไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีส่วนที่เป็นค่าไฟฟ้าที่คิดจากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า จากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและการให้บริการไฟฟ้าที่กำหนดตามแต่ประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนนี้เรียกว่า ค่าไฟฟ้าฐาน (ปรับเปลี่ยนทุก 3-5 ปี) รวมกับส่วนที่เป็นค่าเอฟทีเป็นหนึ่งในตัวแปร ซึ่งค่าเอฟทีหมายถึง ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้าของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากระดับที่กำหนดไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน โดยค่าเอฟทีมีการปรับปรุงทุกๆ 4 เดือน
ทั้งนี้ ต้นทุนที่นำมาคิดค่าไฟฐานจัดกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม คือ ต้นทุนที่ใช้ก่อสร้างและขยายระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่าย, ต้นทุนในการดำเนินงาน (เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบ ค่าบริหารจัดการ ผลตอบแทนการลงทุน และจิปาถะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)
ทำให้หลายคนมีความรู้สึกว่ายามใดที่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศถดถอย รายได้ประชาชนตกต่ำ ราคาสินค้า (โดยเฉพาะเชื้อเพลิง) และค่าไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ราวกับเป็นซ้ำเติม ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบกลางมาอุดหนุน ตรึงราคาค่าไฟฟ้าทุกคราวไป
ในภาพรวมประเทศไทยมี พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายหลัก มีบริบทกำหนดเกี่ยวกับการกำกับดูแลโครงสร้างการประกอบกิจการพลังงานของประเทศ โดยกำหนดให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (มาตรา 10) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านการจัดหาและใช้ประโยชน์ด้านพลังงานของประะเทศ (พลังงานเชื้อเพลิง, ก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า) ตามแนวกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (2560-2579) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558
ภายใต้กรอบนโยบายใหม่นี้ บริบทของนโยบายมีแนวโน้มผลักดันให้ กิจการพลังงานของประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การผลิตและการใช้พลังงานไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy) และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ด้วยเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามข้อตกลงและความร่วมมือในระดับนานาชาติ ส่งเสริมให้มีสัมปทานหรืออนุญาตมีการประกอบกิจการพลังงานไฟฟ้าโดยภาคเอกชนมากขึ้นตามกลไกของตลาดด้านพลังงาน และทำให้ภาคเอกชนผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าหลายรายนำนวัตกรรมเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เป็นจำนวนหลากหลายมากขึ้น รวมถึงนโยบายส่งเสริมอุดหนุนให้เอกชนรายย่อยผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือนเพื่อลดการพึ่งพาระบบไฟฟ้าที่ผลิตและจำหน่ายโดยรัฐ (กฟผ.)
ปัจจุบันการประกอบกิจการไฟฟ้า ยังคงเป็นกิจการผูกขาด ภาครัฐจึงยังต้องเป็นผู้กํากับดูแล กำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ทั้งค่าไฟฟ้าฐาน (กำหนดอัตราโดยคณะกรรมการค่าไฟฟ้าฐาน) และค่าเอฟที (กำหนดโดยอนุกรรมการกำกับสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ) หากการประกอบกิจการไฟฟ้าเปิดให้มีการแข่งขันเสรีจะทำให้ผู้ประกอบการมีการแข่งขันด้านราคา (ราคาถูกลง) และการบริการ (เพิ่มการบริการ) ประชาชนผู้บริโภคจะมีทางเลือกและได้ประโยชน์ อัตราค่าไฟฟ้าจะสะท้อนอุปสงค์และอุปทานอันเป็นกลไกของตลาดเสรี รัฐเพียงเข้ามามีบทบาทในการใช้อำนาจกำกับดูแลมิให้เกิดการรวมตัวกันผูกขาดด้านราคา และค่าบริการด้านสายส่งไฟฟ้าใช้งานเท่านั้น
อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อเทียบกับต่างประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเก๊า ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา พบว่าประเทศไทยมีอัตราค่าไฟฟ้าถูกเป็นอันดับที่สองรองจากประเทศอินโดนีเซีย (อัตราหน่วยละ 1.05 บาท เทียบกับประเทศไทยอยู่ที่ 2.23 บาท (ไม่รวมมูลค่างบอุดหนุนต่างๆ) และคาดว่าจะมีอัตราที่ต่ำกว่านี้หากเปิดให้มีการแข่งขันการประกอบกิจการอย่างเสรี
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราค่าไฟฟ้าจะมีแนวโน้มราคาถูกลงจากนโยบายของรัฐบาล ที่เปิดให้ภาคเอกชนรับอนุญาตประกอบกิจการพลังงานไฟฟ้าแข่งขันเสรีมากยิ่งขึ้น แต่ทว่าในการรับซื้อไฟฟ้า (หรือการอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง) ยังคงมีเงื่อนไขจำกัดเฉพาะเทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่มีผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียว (Enhanced Single Buyer Model: ESB) คือ กฟผ. ที่เป็นข้อจำกัดในเชิงผูกขาด รวมถึงเงื่อนไขด้านการบริการสายส่งเชื่อมต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานย่อยในเขตรับผิดชอบการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังคงไม่สามารถอำนวยประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้าไปสู่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สะท้อนความถึงความแข่งขันอย่างเสรี
การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ที่แน่นอนคือ ประชาชนต้องรับภาระจ่ายค่าไฟแพงอยู่ในขณะนี้

เตือน 7 จังหวัด เฝ้าระวัง น้ำทะเลหนุนสูง ช่วงวันที่ 21–23 มีนาคม 2569
ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก
คำขู่ช็อกโลก ทรัมป์ ประกาศกร้าวเตรียมฮุบ คิวบา ลั่นแรงจะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ
ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา
ปทส. สกัดจับขบวนการค้าสัตว์ป่า รวบคาสี่แยก ยึดลิงแสม 37 ชีวิต ซุกรถเก๋งเตรียมส่งออก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี