วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
ไม่ว่าใครก็อยากเห็นประเทศของตัวเองดีขึ้น...
ไม่ว่าใครก็อยากเห็นประเทศตัวเองมีความยุติธรรม…
ไม่ว่าใครก็อยากเห็นประเทศตัวเองไม่มีการคอร์รัปชัน…
ผู้เขียนเชื่ออย่างนั้น
แต่หลายคนมองว่าเราเป็นเพียงประชาชนตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ การเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่มีทางที่คนหนึ่งคนจะทำได้จริง แต่เชื่อหรือไม่ว่าในประเทศตูนิเซียมีชายขายผักที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์การลุกฮือปฏิวัติในประเทศอาหรับมากกว่า 15 ประเทศ
ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2010 ที่ประเทศตูนิเซีย ในช่วงเวลานั้นประเทศตูนิเซียมีประธานาธิบดีที่ชื่อ Zine El Abidine Ben Ali หรือ Ben Ali ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในปี 1987 แม้ในช่วงแรกเขาจะได้รับความนิยม แต่ต่อมาประชาชนพบว่าภายใต้รัฐบาลของ Ben Ali มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการกำจัดคนที่เห็นต่างทางการเมือง ปล่อยให้มีปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2010 ชาวตูนิเซียที่จบการศึกษาระดับปริญญากว่า 23% ไม่สามารถหางานทำได้ สภาพเศรษฐกิจของต่างจังหวัดกับเมืองหลวงมีความแตกต่างกันมากถึง 4 เท่า นอกจากนี้ รัฐบาลของ Ben Ali ยังมีการคอร์รัปชันอย่างหนัก โดยเฉพาะในเครือญาติของเขา เช่น กรณีที่ Sakher el-Materi น้องเขยของ Ben Ali ได้ใช้อิทธิพลของ Ben Ali เข้าซื้อบริษัทจำหน่ายรถยนต์ Ennakl ในราคาที่ถูกกว่าปกติ ก่อน Ben Ali จะปรับเปลี่ยนกฎหมายให้บริษัทนี้สามารถนำเข้ารถยนต์ได้มากกว่าปกติถึง 4 เท่า ทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก หรือกรณีของ Orange บริษัทโทรคมนาคมในฝรั่งเศสที่ได้เข้ามาเปิดกิจการในตูนิเซียโดยมีสมาชิกครอบครัวของ Ben Ali ถือหุ้นอยู่ 51% ซึ่งบริษัทนี้ได้รับใบอนุญาตมาอย่างไม่โปร่งใสและผูกขาดกิจการจากอิทธิพลของ Ben Ali และยังมีการคอร์รัปชันอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่ง Global Financial Integrity องค์กรป้องกันและจัดการกับการไหลออกของเงินทุนที่ผิดกฎหมายสหรัฐฯ ได้มีการประเมินไว้ว่าในปี 2004 ถึง 2008 ตูนิเซียถูกรัฐบาลของนาย Ben Ali คอร์รัปชันเป็นเงินมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จุดเริ่มต้นของการลุกฮือ
Mohamed Bouazizi เกิดมาในยุคของอดีตประธานาธิบดี Ben Ali พอดี เขาเกิดในเมือง Sidi Bouzid ในปี 1984 แต่พออายุได้แค่ 3 ขวบพ่อของเขาที่มีอาชีพก่อสร้างก็ต้องเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ทำให้ Mohamed ต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ตอน 10 ขวบ และไม่ได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย พออายุ 19 ปี เขาเริ่มออกมาทำงานขายผักในตลาด แต่ต้องเจอกับการรีดไถของตำรวจเพราะเขาไม่มีใบอนุญาต ในขณะที่การทำใบอนุญาตนั้นเป็นเรื่องยากเพราะยังมีการเรียกรับสินบน Mohamed จึงถูกยึดรถเข็นและตาชั่งที่เขาใช้ขายผัก เขาจึงแสดงความไม่พอใจและไปเรียกร้องความยุติธรรมหน้าสำนักงานเทศบาล ก่อนจะจุดไฟเผาตัวเองและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การเสียชีวิตของ Mohamed Bouazizi จากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความอยุติธรรมที่เขาได้รับ ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนที่มองว่ารัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน เกิดเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2010 โดยเริ่มต้นจากเมือง Sidi Bouzid และขยายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นการประท้วงระดับประเทศที่มีผู้ร่วมชุมนุมมากกว่าแสนคน การประท้วงมีการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนทำให้มีคนบาดเจ็บและล้มตายหลายร้อยคน จากเหตุการณ์การประท้วงใหญ่ครั้งนี้ Ben Ali ไม่สามารถต้านกระแสความไม่พอใจของมวลชนได้ จึงต้องหนีออกจากประเทศในเดือนมกราคม ปี 2011 ดังนั้น การประท้วงในครั้งนี้ได้กลายเป็นชัยชนะของประชาชนตูนิเซียในที่สุด ซึ่งต่อมาเหตุการณ์ครั้งนี้ ถูกเรียกว่าการปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution)
เหตุการณ์ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อตูนิเซียสามารถล้มผู้นำเผด็จการที่อยู่มานานกว่า 24 ปีได้ ประเทศอาหรับรอบข้างที่มีผู้นำเผด็จการที่คอร์รัปชันไม่ต่างกันเริ่มมองสิ่งที่ชาวตูนิเซียทำว่าเป็นความกล้าหาญ และเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กับประชาชนกว่า 15 ประเทศ เช่น ลิเบีย อียิปต์เยเมน ซีเรีย บาห์เรน โมร็อกโก อิรัก จอร์แดน ฯลฯ ลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้านเผด็จการในประเทศตัวเองในช่วงปี 2010 ถึง 2012 ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถูกเรียกว่าอาหรับสปริง (Arab spring)
แม้ไม่ใช่ทุกการต่อสู้จะสำเร็จ แต่ละประเทศมีผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป บางประเทศประชาชนเป็นฝ่ายแพ้ บางประเทศประชาชนสามารถเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผู้นำได้สำเร็จ ในขณะที่บางประเทศยังคงมีสงครามกลางเมืองอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ การลุกฮือของประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจาก Mohamed Bouazizi ชายขายผักที่กล้าออกมาต่อต้านรัฐบาลคอร์รัปชัน
ผู้เขียนอาจจะขอออกตัวว่า การยกเรื่อง Mohamed Bouazizi มา ผู้เขียนไม่ได้อยากให้ใครไปทำตามหรือสนับสนุนความรุนแรง ผู้เขียนยังมองว่าการต่อสู้กับความอยุติธรรมต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายและไม่ใช่การสละชีวิตใคร แต่อยากจะชวนทุกคนมองในมุมที่ว่า Mohamedคือ คนที่กล้าออกมาเปิดหน้าสู้กับรัฐ กล้าที่จะวิจารณ์และเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งผลสุดท้ายทำให้ทุกคนตระหนัก ตื่นรู้และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา
โดยย้อนกลับมามองประเทศไทย ปัญหาคอร์รัปชันที่ยังไม่หมดไป แม้บางคนจะมองว่าในบางส่วนรัฐไม่โปร่งใสและคอร์รัปชันเสียเอง จนทำให้เกิดความท้อใจและไม่อยากมีส่วนร่วม แต่หากเราปล่อยไว้ในท้ายที่สุดก็คงไม่เกิดการแก้ไขและรัฐอาจคอร์รัปชันต่อไป นี่จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนอย่างเราที่เริ่มมีส่วนร่วม กล้าเผชิญหน้าออก และตรวจสอบคอร์รัปชัน เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกอาหรับ
สุรวัฒน์ เดวา
.jpg)

สรุปเลือกตั้ง อบต. 'พัทลุง'คว้าแชมป์ยอดใช้สิทธิกว่าร้อยละ 80
สุดท้ายไม่รอด! ‘หนุ่มคลั่งกาม’ ขี่ จยย.ปาดหน้าฉุดป้าวัย 60 ลวนลามกลางถนนป่าโมก
เมทัล ขอระบายบ้าง! เผย โดม ปกรณ์ ลัม ดื้อแบบไม่มีใครเอาอยู่
ข้อมูลผิดพลาดหลายเขต! ปมเอกสารผู้สมัคร สส.แบ่งเขต ที่ กกต.ส่งให้สถานทูต
‘อิตาเลียนไทย’เสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ พร้อมเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี