วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
หลายครั้งการไม่ลงมือทำ (ทั้งที่รู้อยู่ว่าควรทำ) มาจาก "ความกลัว...." ที่ซ่อนอยู่
กลัวเห็นตนเองล้มเหลว กลัวเห็นตนเองไม่เจ๋ง ไม่เก่ง ไม่เลิศ ไม่ฉลาดอย่างที่คิดไว้ (หรือ เคยคุยไว้) กลัวเห็นตนเองไม่มีความสามารถ อย่างที่เคยเข้าใจ กลัวความลำบาก กลัวทำไม่ได้ กลัวเสียเซลฟ์ เสียความมั่นใจ (คือ พอลงมือทำ เราไม่เก่งอย่างที่่เราเคยเข้าใจ หรือ เคยคุยไว้) กลัวเสียหน้า กลัวเสียใจ กลัวเจอความยุ่งยากลำบาก กลัวเจออุปสรรค กลัวเจอสิ่งกวนใจ กลัวเจอความวุ่นวาย กลัวเห็นตนเองว่า ที่ผ่านมาเหลวไหลเหลือเกิน(คือ การลงมือทำ เป็นการยอมรับว่าที่ผ่านมาเราเหลวไหลจริง มันบอกว่าเราควรทำแบบนี้ตั้งนานแล้วแต่ด้วยความกลัว จนเกิดพฤติกรรมเหลวไหล)
กลัวเจอสิ่งที่รู้สึกไม่โอเค กลัวรู้สึกแย่กับตัวเอง กลัวเห็นความเปราะบาง กลัวทำผิด กลัวทำได้ไม่ดี กลัวความผิดพลาด
กลัวผลออกมาไม่ดี กลัวเจอความเจ็บปวด กลัวเจอความผิดหวัง กลัวเจอความไม่สบาย ไม่ผ่อนคลาย กลัวความไม่สนุก กลัวเสียเวลา กลัวความขัดแย้ง กลัวความไม่ปลอดภัย กลัวเจอสิ่งที่น่ากลัว (ซึ่งบางทีอาจจะยังนึกไม่ออกว่าอะไรที่น่ากลัว แต่ก็เกิดความรู้สึกกลัว กังวล) กลัวเจอปัญหา (โดยเฉพาะปัญหาที่รู้สึกไม่ถนัด) กลัวเจอสิ่งที่ไม่ถนัด (ไม่อยากทำสิ่งที่ไม่ถนัด เพราะทำให้รู้สึกเสียเซลฟ์) กลัวเหนื่อย กลัวอะไรไม่รู้…แต่รู้สึกว่ามัน…น่ากลัว และ อีกหลายๆ กลัว…ที่ซ่อนอยู่ ฯลฯ
สิ่งที่ช่วยคลี่คลาย
1. การลงมือทำไปเลย ถ้ามันเป็นสิ่งที่ควรทำ / ต้องทำอยู่แล้ว เพราะ ยิ่งปล่อยนาน ความกลัวจะยิ่งพอกพูนในใจ ทับถมทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ หายใจเข้า-ออกช้าๆลึกๆ หลายๆ รอบ จนใจสงบ มั่นคงขึ้น และลงมือทำไปเลย เพราะเมื่อลงมือทำ หลายครั้งเราจะพบว่า เราทำได้มากกว่าที่เราคิด และ การลงมือทำ ช่วยให้เราเก่งขึ้นที่เรียกว่าเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ “Learning by doing” ชนิดที่การคิดอย่างเดียว ไม่สามารถช่วยให้เราเก่งขึ้นได้จริง การเก่งขึ้นของจริง ต้องอาศัยการลงมือทำ และเมื่อทำแล้วเกิดความผิดพลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนกลัว กลับเป็นโอกาสในการเรียนรู้จากของจริง ซึ่งดีกว่าการวนอยู่ในโลกความคิดเยอะมาก
2. ถ้าเจอเรื่องที่ไม่ถนัด ลองหาคนช่วยเหลือ ทักษะการขอความช่วยเหลือ เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ เพราะ เราไม่สามารถถนัดทุกเรื่องในชีวิต
3. ฝึกเท่าทัน “ความรู้สึกกลัว”เพื่อลดการถูกความรู้สึกกลัวครอบงำจิตใจ ในธรรมชาติของใจ ความกลัวเป็นเรื่องที่เกิดได้ เพราะ ความกลัวเป็นปฏิกิริยาทางใจ เพื่อต้องการปกป้องเราจากสิ่งที่ใจมองว่าอาจจะเป็นอันตราย แต่ปัญหาคือ บางทีความรู้สึกกลัว มีปริมาณเยอะเกินไป หรือ เกินความจำเป็นจนทำให้เราไม่ได้ทำในสิงที่ควรทำ
การฝึกเท่าทันความรู้สึกกลัว โดยการรับรู้ความรู้สึกกลัวที่กำลังเกิดขึ้นในใจ และลองให้สติกับตนเองด้วยการกลับมาถามตนเองว่า "เรากลัวมากไปหรือเปล่า?", “เรากังวลมากไปหรือเปล่า?”,“เราคิดมากไปหรือเปล่า?” คำถามเหล่านี้จะช่วยเรียกสติ ใจจะคลี่คลายจากความรู้สึกกลัวได้ แล้วลงมือทำ แม้จะยังมีความรู้สึกกลัวแฝงอยู่ เพราะหลายครั้งเมื่อลงมือทำ สถานการณ์จริงจะบอกเราเองว่า "ความจริง มันไม่ได้กลัวเหมือนที่คิดสักหน่อย และ เราก็ทำได้มากกว่าที่เราคิดไว้ด้วย"
4. ฝึกยอมเสียเซลฟ์ เสียหน้าบ้าง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า การรักษาเซลฟ์ รักษาหน้ามากเกินไป ด้วยการหลีกเลี่ยง สิ่งที่ควรเผชิญ สิ่งที่ควรทำ สุดท้าย เราจะเกิดเสียภาวะเซลฟ์ เสียความมั่นใจอย่างแท้จริง เพราะเราจะพบว่า เราได้ทำให้ทุกอย่างแย่ลงจากการหลบหลีกสิ่งที่ควรทำไปเรื่อยๆ จนสร้างปัญหาในชีวิตอย่างมาก จากความกลัวเสียความมั่นใจ หรือ ต้องการรักษาหน้ามากเกินไป
5. ลดการปกป้องตนเองเกินเหตุลงบ้าง เช่น กลัวความเจ็บปวด กลัวความผิดหวัง จนไม่กล้าขยับทำสิ่งที่ควรทำ จะส่งผลให้ใจเราจะยิ่งเปราะบางขึ้นเรื่อยๆ การปกป้องตนเองเกินเหตุแบบนี้ จริงๆแล้วเราไม่ได้กำลังปกป้องตนเองอย่างถูกวิธี แต่เรากำลังทำร้ายตนเอง เพราะใจเราจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไม่กล้าเผชิญสิ่งที่ควรเผชิญ
6. หาหัวใจตนเองให้เจอ คือ การกลับมาถามใจตนเองว่าเรารักสิ่งนั้นไหม? เพราะ "ในความรัก ไม่มีความกลัว"
การกลับมารับรู้ความรู้สึกตนเอง เช่น การกลับมาถามใจตนเองว่าเรารักสิ่งนั้นไหม? เรารู้สึกอย่างไร? เมื่อเรารู้ใจตนเอง ว่าใจเราชอบ หรือ รัก สิ่งนั้น ใจเราจะมีพลังขึ้น จะช่วยให้เรามีความกล้าที่จะ ลงมือทำง่ายขึ้น แต่ถ้าเราถามใจตนเองแล้วพบใจเราไม่ชอบ ไม่รัก สิ่งนั้นแต่จำเป็นต้องทำ ด้วยบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ ลองกลับไปที่ข้อ 1 คือ การลงมือทำไปเลย ถ้ามันเป็นสิ่งที่ควรทำ / ต้องทำอยู่แล้ว
7. หมั่นฝึกจิตใจ ให้มีคุณภาพดีขึ้น จะช่วยให้ใจมีความเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยการหมั่นฝึกให้ใจมีสติ และ การฝึกให้ใจมีสมาธิ
7.1 หมั่นฝึกสติ เท่าทัน ความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้น ทั้งในรูปแบบความคิด และ อารมณ์การมีสติเท่าทันความรู้สึกกลัว จะช่วยลดการหลงไปกับความกลัวได้อย่างดี
7.2 หมั่นฝึกสมาธิ ใจที่มีสมาธิ จะช่วยลดภาวะฟุ้งซ่าน เพราะใจที่มีภาวะฟุ้งซ่านมาก ใจจะยิ่งปั่นป่วน จึงรู้สึกหมดแรงได้ง่าย ใจที่ไม่ค่อยมีแรงจะยิ่งรู้สึกกลัวง่ายขึ้น ส่วนใจที่มีสมาธิ ใจจะมีความนิ่งสงบภายในมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกหนักแน่น และ มั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ใจจะช่วยให้กล้าหาญ กล้าเผชิญสิ่งที่ทำให้หวาดหวั่นได้มากขึ้นๆ
บทส่งท้าย
"อานิสงค์ของการลงมือทำ"
1. งานเสร็จ /ได้ทำสิ่งที่ควรทำสักที 2. ใจโล่ง สบาย ไม่มีอะไรคั่งค้างใจ 3. ได้ความสำเร็จ /ได้งานที่เป็นประโยชน์ต่อไป 4. ได้ความมั่นใจ / ได้ความศรัทธาในตนเองมากขึ้น 5. ได้ความภาคภูมิใจในตนเอง 6. รู้สึกดีกับตนเองได้อย่างแท้จริง
(เพิ่ม self-esteem โดย ไม่ต้องคอยหาเหตุผลแก้ตัวกับตนเอง และ คนอื่น เวลาไม่ลงมือทำ) 7. มีทักษะในการจัดการปัญหาต่างๆได้ดีขึ้น 8. ได้ฝึกความอดทน 9. ได้เพิ่มปัญญาทางสมอง และ ทางจิตใจ เพราะการลงมือทำ ทำให้เกิดการเรียนรู้อะไรมากมาย 10. ทำให้จิตใจเข้มแข็ง และกล้าหาญมากขึ้น เพราะได้ฝึกเผชิญสิ่งที่เผชิญได้ยาก

หวัง อี้ ฟาดสหรัฐฯ-อิหร่าน เลิกใช้กำลัง จี้เปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที
ย้อนรอยมหากาพย์'คลองด่าน' เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?
เจ้าของพูลวิลล่าจ่อฟ้อง พรบ.คอมฯ โต้กลับแม่ โพสต์ว่าแปลนบ้านพิลึก ทำลูกจมน้ำหวิดดับ
อารักชี ประกาศลั่น ย้ำฐานะผู้พิทักษ์ความมั่นคงในฮอร์มุซ ต่อหน้ารมว.กต.อินเดีย
ลุยล้างบาง! ดีเอสไอ รับสืบสวนบริษัทนอมินี มูลค่า 100 ล้านบาท เกาะสมุย-เกาะพะงัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี