วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ในช่วงการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 47 จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. คำว่า “บ้านใหญ่”ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทำนายและวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งครั้งนี้กันอย่างมาก ต่อมาอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้เขียนบทความลงในเฟซบุ๊ก (Facebook) เรื่อง “บ้านใหญ่” คืออะไร? เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยจัดหลักเกณฑ์ในการเป็น “บ้านใหญ่” ไว้สามประการ คือ
1. การสร้างฐานทางการเมืองและทำงานทางการเมืองแบบ “แบ่งสัมปทานอำนาจรัฐ”
2. การถ่ายโอนอำนาจการเมืองผ่านการสืบทอดทางสายโลหิต
3. การสวามิภักดิ์อำนาจนิยมที่อยู่เหนือกว่าตนเอง
รายละเอียดของสามเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้จากเฟซบุ๊กของอาจาย์ปิยบุตรหรือในคอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด ของ คุณจิตกร บุษบา (แนวหน้า ฉบับวันพุธที่ 5 ก.พ. 2568)
แต่สำหรับคอลัมน์ปรีชา’ทัศน์วันนี้ อยากจะขอเสริมเพิ่มเติมเนื้อหาข้อแรก ในประเด็นเรื่องการสร้างฐานทางการเมืองของบ้านใหญ่ เพราะทำให้นึกย้อนหลังไปถึงพัฒนาการของบ้านใหญ่ในจังหวัดต่างๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ห้าสิบกว่าปีก่อน สมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในช่วงปี 2512-2514
อันเริ่มขึ้นจาก....การเลือกตั้งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 เมื่อพรรคสหประชาไทยที่มีจอมพลถนอมเป็นหัวหน้าพรรคชนะการเลือกตั้ง (76 คน) เป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง แม้จะได้จำนวน สส. ในจังหวัดพระนครทั้งหมด 15 คน แต่เมื่อรวมทั้งประเทศแล้วก็ได้เพียง 57 คน
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2511 มีบทบัญญัติที่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงแหน่งรัฐมนตรี ดังนั้นบรรดาคณะรัฐมนตรีของจอมพลถนอมจึงเต็มไปด้วยชนชั้นนำและข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะจากฝ่ายทหาร
การห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีได้สะสมความไม่พอใจและก่อความคุกรุ่นขึ้นในพรรคสหประชาไทยจนนำไปสู่การสร้างแรงกดดันต่างๆ ให้กับรัฐบาล เมื่อ สส.พรรคสหประชาไทยพยายามเรียกร้องผลประโยชน์เพื่อแลกกับการยกมือสนับสนุนรัฐบาล ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด รัฐบาลจอมพลถนอมจึงต้องเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้กับ สส.ของพรรคอยู่เป็นระยะๆ
เริ่มจาก การจัดสรรงบประมาณให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครัฐบาล หรือกล่าวอีกในนัยหนึ่งก็คือ จัดสรรให้ สส. มี“งบพัฒนาจังหวัด” คนละ 300,000 บาท ในปีงบประมาณ 2513
อย่างไรก็ดี งบพัฒนาจังหวัด หรือที่เรียกกันว่า “งบ สส.” ในเวลาต่อมานั้น ได้ถูกจัดสรรให้เฉพาะ สส.ฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นหาก สส. อิสระ (รธน. 2511 มีบทบัญญัติอนุญาตให้ สส. ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง) จะได้รับงบดังกล่าวนี้ ก็ต่อเมื่อต้องมีการอภิปรายสนับสนุนรัฐบาล รวมไปถึงต้องไม่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทั้งในและนอกสภาอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ในเวลาไม่นานนัก สส. อิสระต่างก็ถูกมนตราของงบพัฒนาจังหวัดดูดเข้าไปสู่คอกสหประชาไทยเป็นจำนวนมาก อันทำให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมเสียงสนับสนุนในสภาไปได้ระยะเวลาหนึ่ง
แต่ก็เพียงไม่นาน เพราะผลประโยชน์และความโลภนั้นไม่ปรานีใคร ปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ สส. พรรคสหประชาไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล กับ ฝ่ายบริหารที่มีหัวหน้าพรรคสหประชาไทยเป็นนายกรัฐมนตรีได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ในการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2514 อันเป็นความขัดแย้งในเรื่องงบพัฒนาจังหวัด โดย สส. พรรคสหประชาไทยกลุ่มหนึ่งต้องการแปรงบประมาณเพิ่มเพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาจังหวัดตนเอง ซึ่งจะทำให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
การเจรจาต่อรองผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารส่งผลให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2514 กว่าจะผ่านสภาออกมาใช้ได้นั้น ต้องล่าช้าไปกว่ากำหนด เพราะคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรพยายามใช้อำนาจในการตัดงบประมาณของหน่วยราชการต่างๆ แล้วนำส่วนที่ถูกตัดนี้ไปจัดสรรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ด้วยการผันงบประมาณลงไปสู่เขตเลือกตั้งและฐานที่มั่นทางการเมืองของตนเอง จนในที่สุดรัฐบาลจอมพลถนอมก็ต้องยินยอมเพิ่มงบพัฒนาจังหวัดขึ้นเป็นคนละ 1,000,000 บาทในงบประมาณปี 2514
ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2515 ด้วยสาเหตุเดิม...เมื่อ สส. พรรคสหประชาไทยต้องการเพิ่มงบประมาณพัฒนาจังหวัด เพื่อนำไปพัฒนาจังหวัดและเป็นการหาเสียงไปในตัว โดยมีข้อต่อรองว่า หากรัฐบาลไม่สนับสนุน ก็จะไม่สนับสนุนให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2515 ผ่านสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อเป็นเช่นนั้น...รัฐบาลจอมพลถนอมเห็นว่ามีทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอยู่สองทาง คือ การยุบสภาฯหรือ ไม่ก็ต้องยึดอำนาจ....วันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอมตัดสินเลือกวิธีที่สองด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจตนเอง ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2511 หันไปใช้การปกครองระบอบเผด็จการที่ตัวเองมีความคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยได้มีการจัดตั้ง “สภาบริหารคณะปฏิวัติ” ขึ้น เพื่อใช้อำนาจแทนรัฐบาลและรัฐสภา โดยมีจอมพลถนอม เป็นประธานและมีกรรมการสภาบริหารคณะปฏิวัติอีก 15 คน
ภายหลังการทำรัฐประหารตัวเองของจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2514 งบพัฒนาจังหวัด หรือ งบ สส.ก็หายไปจากกระบวนการจัดทำงบประมาณของไทยไปถึงแปดปี ก่อนที่จะฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในปี 2523.....(ยังมีต่อ)
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้
‘ไผ่ พงศธร’จัดใหญ่! มอบของขวัญปีใหม่แด่ผู้บริหารและพนักงานจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
ถึงเวลาใช้สิทธิ์! ‘เพื่อนสนิท‘ เพลงใหม่จาก Three Man Down ได้ ‘ภีมวสุ BUS’ มาฟีเจอริง
‘มิ้นชิ’ ปล่อยพลังดราม่า ‘แผนรักฉบับร้าย’ สุดท้าทาย น้ำตาท่วมจอ เติมสกิลการแสดง
‘หนามเตย’โชว์พลังเสียงเพลง ‘จารึกไว้’ บนเวทีรอบตัดสิน มิสแกรนด์ขอนแก่น 2026

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี