วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว นอกจากการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองและผู้แทนที่ชอบแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเปิดโอกาสสำคัญให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ ผ่านการลงประชามติในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” การลงประชามติครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถาม หากแต่เป็นการส่งเสียงครั้งสำคัญของประชาชนว่าอยากเห็นทิศทางของประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไรหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบรรยากาศการเลือกตั้งที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนพบคำถามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ตั้งข้อสงสัยว่า “เราจะแก้รัฐธรรมนูญไปทำไม แก้ปัญหาปากท้องก่อนไม่ดีกว่าหรือ” คำถามดังกล่าวสะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนสักที จึงอยากให้มุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาปากท้อง ก่อนที่จะแก้ไขกฎหมายที่ดูไกลตัวเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรัฐธรรมนูญที่ดี คือกลไกพื้นฐานที่เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างเป็นระบบ ตรงจุด และยั่งยืนที่สุด
รัฐธรรมนูญที่ดีช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้
เพราะ “ปัญหา” “ความต้องการ” และ “ความคาดหวัง” ของประชาชนคนไทยกว่า65 ล้านคน ถูกกำหนดให้เป็นสิทธิที่พึงได้ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากจะกำหนดสิทธิ หน้าที่ และให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนแล้ว รัฐธรรมนูญยังเป็นกฎหมายที่กำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน วางกรอบการใช้อำนาจของรัฐ กำหนดที่มาของอำนาจผู้ปกครอง และกำกับให้การใช้อำนาจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
ปัญหาคือถ้ารัฐธรรมนูญถูกเขียนมาเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมีช่องโหว่แม้เพียงเล็กน้อย ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา แต่ส่งผลมาถึงเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะขอยกตัวอย่างของปัญหาบางส่วนที่สำคัญและถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักวิชาการหลายท่านของรัฐธรรมนูญ 2560
บริบทของที่มาภายใต้การรัฐประหาร
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกร่างและประกาศใช้หลังการรัฐประหาร เนื้อความมีการออกแบบให้ลดทอนอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเพิ่มบทบาทให้แก่องค์กรอิสระซึ่งมีที่มาจากกระบวนการสรรหาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำหน้าที่ควบคุม กำกับ และชี้ขาดทิศทางการเมือง ทำให้หลังจากมีการประกาศใช้ก็เกิดข้อถกเถียงและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน รวมถึงผลกระทบที่มีต่อประชาธิปไตยของไทย
โครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับเสียงประชาชน
หนึ่งในข้อวิพากษ์วิจารณ์สำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 คือ การวางโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน ดังจะเห็นได้จากกระบวนการสรรหาคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระที่ขาดการยึดโยงกับประชาชนทั้งในทางที่มาและความรับผิดรับชอบ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไปในการตรวจสอบถอดถอนหรือวินิจฉัยชี้ขาดทางการเมือง ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร
จากการเลือกตั้งในปี 2566 เราจะเห็นว่า แม้จะมีการเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่นเข้าไปทำงานในรัฐสภา แต่เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว กลับมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ปัจจุบันสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มนี้จะหมดวาระลงแล้ว แต่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันก็ยังมีที่มาที่น่ากังขา จากระบบการเลือกกันเองตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งยังขาดการยึดโยงกับประชาชน ในขณะเดียวกัน องค์กรอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้เข้าสู่ตำแหน่งนั้นก็มีอำนาจในการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิทางการเมือง โดยที่องค์กรเหล่านี้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนในเชิงกลไกใดๆ
ปัญหาการกำหนดการเลือกตั้งและการทำประชามติที่ซับซ้อน
ปัญหาของโครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนยังได้สะท้อนออกมาผ่านการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน ผู้เขียนจึงขอยกตัวการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติไว้อย่างซับซ้อนและจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในแง่กรอบเวลา ขั้นตอน และข้อจำกัดในการลงคะแนนที่ไม่สมเหตุสมผล จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของประชาชน
ซึ่งกรณีนี้เห็นได้อย่างชัดเจนในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นการที่ กกต. กำหนดให้มีการลงทะเบียนทำประชามตินอกเขตได้เพียง 3 วัน ทำได้เฉพาะนอกเขตจังหวัด และยังกำหนดให้การทำประชามติสามารถทำได้เพียงวันเดียวคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย หากเป็นผู้ที่อาศัยในประเทศไทย ท่านจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปทำประชามติในสถานที่ที่กำหนด และไม่สามารถทำประชามติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Referendum) หรือไปรษณีย์ได้ แม้ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) 2568 จะเปิดช่องทางทางกฎหมายให้สามารถทำได้ ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขแบบนี้อาจจะส่งผลให้ผู้ที่ลงเลือกตั้งล่วงหน้า หรือผู้ที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากเขตตามทะเบียนบ้านไม่สะดวกเดินทางเข้าไปใช้สิทธิของตนเองได้ และทำให้ผลการเลือกตั้งไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง
ประชาชนไม่มีสิทธิในการถอดถอนองค์กรอิสระ
จากปัญหาข้างต้นที่ได้กล่าวมา แม้ประชาชนจะมองเห็นปัญหาและตั้งคำถามต่อการทำงานขององค์กรอิสระได้ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับตัดทอนสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบ
ผู้ใช้อำนาจ โดยยกเลิกกลไกการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกไป ทำให้กลไกการตรวจสอบถูกผูกขาดไว้กับองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และใช้วิธีการตรวจสอบกันเองเป็นหลัก
กลไกการตรวจสอบแบบนี้ขาดความโปร่งใส และยังเป็นการเปิดช่องทางให้การทุจริตคอร์รัปชันดำรงอยู่และฝังรากลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันหมายถึงงบประมาณแผ่นดินที่ควรถูกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง กลับละลายหายไปกับการคอร์รัปชัน อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่กลับหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ เช่น กรณีของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม แต่ประชาชนไม่สามารถทวงความรับผิดชอบกับ สตง. ได้ เป็นต้น
ท้ายที่สุดแล้ว โครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ความไม่โปร่งใส และการขาดกลไกตรวจสอบจากภาคประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งผลให้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ กระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะ ตลอดจนความสามารถของรัฐในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาระบบสวัสดิการ เมื่อปัญหาเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไข สุดท้ายแล้วประชาชนก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองและถูกหล่อหลอมให้อยู่กับความเชื่อที่ว่า “เลือกตั้งไปชีวิตก็เหมือนเดิม”
ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ป้องกันให้การทุจริตคอร์รัปชันทำได้ยากขึ้นภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน และเมื่อการเมืองมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีผู้นำที่ยึดโยงกับประชาชน การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะโดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปากท้อง และคุณภาพชีวิตก็จะสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากปัญหามากมายที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อจำกัดและผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น ในโอกาสนี้จึงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านออกมาเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เพื่อให้กติกาหลักของประเทศเปิดทางให้เสียงของประชาชนมีความหมาย สร้างรัฐบาลที่ยึดโยงกับประชาชน และทำให้สังคมไทยเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต
ธรีญา อึ้งตระกูล

ป.ป.ท. หารือผู้ว่าฯลพบุรี ร่วมฟื้นฟู วัดพระบาทน้ำพุ ยกระดับวัดฯให้เป็นสถานสงเคราะห์ฟื้นฟูผู้ป่วย HIV
โฆษกศาลยุติธรรม ย้ำชัดปมจีนเทาหากเป็นจริง ฟันไม่เลี้ยง
ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม
เท้ง แท็กทีม ช่อ พรรณิการ์ ลุยหาเสียงเชียงราย ชงแก้ฝุ่นพิษเร่งด่วนเป็นระบบ
NOAA เตือนโลก! พายุแม่เหล็กโลกระดับรุนแรงมาก ยันไม่กระทบคนที่อยู่ไทย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี