การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว นอกจากการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองและผู้แทนที่ชอบแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเปิดโอกาสสำคัญให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ ผ่านการลงประชามติในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” การลงประชามติครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถาม หากแต่เป็นการส่งเสียงครั้งสำคัญของประชาชนว่าอยากเห็นทิศทางของประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไรหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบรรยากาศการเลือกตั้งที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนพบคำถามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ตั้งข้อสงสัยว่า “เราจะแก้รัฐธรรมนูญไปทำไม แก้ปัญหาปากท้องก่อนไม่ดีกว่าหรือ” คำถามดังกล่าวสะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนสักที จึงอยากให้มุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาปากท้อง ก่อนที่จะแก้ไขกฎหมายที่ดูไกลตัวเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรัฐธรรมนูญที่ดี คือกลไกพื้นฐานที่เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างเป็นระบบ ตรงจุด และยั่งยืนที่สุด
รัฐธรรมนูญที่ดีช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้
เพราะ “ปัญหา” “ความต้องการ” และ “ความคาดหวัง” ของประชาชนคนไทยกว่า65 ล้านคน ถูกกำหนดให้เป็นสิทธิที่พึงได้ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ นอกจากจะกำหนดสิทธิ หน้าที่ และให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนแล้ว รัฐธรรมนูญยังเป็นกฎหมายที่กำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน วางกรอบการใช้อำนาจของรัฐ กำหนดที่มาของอำนาจผู้ปกครอง และกำกับให้การใช้อำนาจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
ปัญหาคือถ้ารัฐธรรมนูญถูกเขียนมาเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมีช่องโหว่แม้เพียงเล็กน้อย ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา แต่ส่งผลมาถึงเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจะขอยกตัวอย่างของปัญหาบางส่วนที่สำคัญและถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักวิชาการหลายท่านของรัฐธรรมนูญ 2560
บริบทของที่มาภายใต้การรัฐประหาร
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกร่างและประกาศใช้หลังการรัฐประหาร เนื้อความมีการออกแบบให้ลดทอนอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเพิ่มบทบาทให้แก่องค์กรอิสระซึ่งมีที่มาจากกระบวนการสรรหาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำหน้าที่ควบคุม กำกับ และชี้ขาดทิศทางการเมือง ทำให้หลังจากมีการประกาศใช้ก็เกิดข้อถกเถียงและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน รวมถึงผลกระทบที่มีต่อประชาธิปไตยของไทย
โครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับเสียงประชาชน
หนึ่งในข้อวิพากษ์วิจารณ์สำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 คือ การวางโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน ดังจะเห็นได้จากกระบวนการสรรหาคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระที่ขาดการยึดโยงกับประชาชนทั้งในทางที่มาและความรับผิดรับชอบ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไปในการตรวจสอบถอดถอนหรือวินิจฉัยชี้ขาดทางการเมือง ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร
จากการเลือกตั้งในปี 2566 เราจะเห็นว่า แม้จะมีการเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่นเข้าไปทำงานในรัฐสภา แต่เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว กลับมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ปัจจุบันสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มนี้จะหมดวาระลงแล้ว แต่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันก็ยังมีที่มาที่น่ากังขา จากระบบการเลือกกันเองตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งยังขาดการยึดโยงกับประชาชน ในขณะเดียวกัน องค์กรอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้เข้าสู่ตำแหน่งนั้นก็มีอำนาจในการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิทางการเมือง โดยที่องค์กรเหล่านี้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนในเชิงกลไกใดๆ
ปัญหาการกำหนดการเลือกตั้งและการทำประชามติที่ซับซ้อน
ปัญหาของโครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนยังได้สะท้อนออกมาผ่านการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน ผู้เขียนจึงขอยกตัวการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่วางเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติไว้อย่างซับซ้อนและจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในแง่กรอบเวลา ขั้นตอน และข้อจำกัดในการลงคะแนนที่ไม่สมเหตุสมผล จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของประชาชน
ซึ่งกรณีนี้เห็นได้อย่างชัดเจนในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นการที่ กกต. กำหนดให้มีการลงทะเบียนทำประชามตินอกเขตได้เพียง 3 วัน ทำได้เฉพาะนอกเขตจังหวัด และยังกำหนดให้การทำประชามติสามารถทำได้เพียงวันเดียวคือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย หากเป็นผู้ที่อาศัยในประเทศไทย ท่านจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปทำประชามติในสถานที่ที่กำหนด และไม่สามารถทำประชามติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Referendum) หรือไปรษณีย์ได้ แม้ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) 2568 จะเปิดช่องทางทางกฎหมายให้สามารถทำได้ ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขแบบนี้อาจจะส่งผลให้ผู้ที่ลงเลือกตั้งล่วงหน้า หรือผู้ที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากเขตตามทะเบียนบ้านไม่สะดวกเดินทางเข้าไปใช้สิทธิของตนเองได้ และทำให้ผลการเลือกตั้งไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง
ประชาชนไม่มีสิทธิในการถอดถอนองค์กรอิสระ
จากปัญหาข้างต้นที่ได้กล่าวมา แม้ประชาชนจะมองเห็นปัญหาและตั้งคำถามต่อการทำงานขององค์กรอิสระได้ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับตัดทอนสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบ
ผู้ใช้อำนาจ โดยยกเลิกกลไกการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกไป ทำให้กลไกการตรวจสอบถูกผูกขาดไว้กับองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และใช้วิธีการตรวจสอบกันเองเป็นหลัก
กลไกการตรวจสอบแบบนี้ขาดความโปร่งใส และยังเป็นการเปิดช่องทางให้การทุจริตคอร์รัปชันดำรงอยู่และฝังรากลึกมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันหมายถึงงบประมาณแผ่นดินที่ควรถูกใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง กลับละลายหายไปกับการคอร์รัปชัน อีกทั้งยังสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่กลับหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ เช่น กรณีของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม แต่ประชาชนไม่สามารถทวงความรับผิดชอบกับ สตง. ได้ เป็นต้น
ท้ายที่สุดแล้ว โครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ความไม่โปร่งใส และการขาดกลไกตรวจสอบจากภาคประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งผลให้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ กระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะ ตลอดจนความสามารถของรัฐในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาระบบสวัสดิการ เมื่อปัญหาเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไข สุดท้ายแล้วประชาชนก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองและถูกหล่อหลอมให้อยู่กับความเชื่อที่ว่า “เลือกตั้งไปชีวิตก็เหมือนเดิม”
ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ป้องกันให้การทุจริตคอร์รัปชันทำได้ยากขึ้นภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน และเมื่อการเมืองมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีผู้นำที่ยึดโยงกับประชาชน การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะโดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปากท้อง และคุณภาพชีวิตก็จะสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากปัญหามากมายที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อจำกัดและผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น ในโอกาสนี้จึงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านออกมาเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เพื่อให้กติกาหลักของประเทศเปิดทางให้เสียงของประชาชนมีความหมาย สร้างรัฐบาลที่ยึดโยงกับประชาชน และทำให้สังคมไทยเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต
ธรีญา อึ้งตระกูล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี